ตอบปัญหาเรื่องที่ 1
1.ประเด็นตามคำถาม คือ เมื่อปี 2550 เทศบาลได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตในที่ดินของชาวบ้าน โดยขณะนั้นชาวบ้าน(น่าจะเป็นเจ้าของที่ดินไม่ได้โต้แย้งสิทธื
2.ต่อมาปี 2559 เจ้าของที่ดิน
(ภารยทรัพย์) ได้ให้ภารจำยอมแก่เจ้าของที่ดินที่ได้ภารจำยอม
(สามยทรัพย์) แต่เจ้าของที่ดินไม่ได้โต้แย้งสิทธิกาาที่เทศบาลก่อสร้างถนนในที่ดินของเขาใช่หรือไม่ (ข้อกฎหมาย การได้ภารจำยอม มีอยู่ 2 กรณี คือ 1.โดยนิตกรรม ต้องทำเป็นหนังสือสัญญาและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าสัญญาไม่สมบูรณ์ 2. ภารจำยอมที่ได้มาโดยอายุความ อันเกิดจากการให้ความยินยอมให้ใช้ที่ดินนั้นๆต่อเนื่องกัน 10 ปี โดยเปิดเผย และเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์นั้นไม่คัดค้านใดๆ)
3.เจ้าของที่ดินภารยทรัพย์มีข้อพิพาทกับเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ จึงมาร้องเรียนว่าเทศบาลก่อสร้างถนน(ตั้งแต่ปี 2550) ซึ่งเป็นถนนที่ได้รับภารจำยอมเมื่อปี 2559 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน และให้ยกเลิกภารจำยอม ถนนเส้นดังกล่าวจะถือว่าทางสาธารณหรือไม่ และเทศบาลจะต้องฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่าถนนเส้นดังกล่าวเป็นทางสาธารณหรือไม่
ตอบปัญหาตามประเด็นดังกล่าว
-ข้อกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา
1304 สรุปได้ว่า ทางสาธารณประโยชน์ซึ่งหมายถึงทางหรือถนนที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ถือได้ว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม
ป.พ.พ.มาตรา 1304(2) ซึ่งที่ดินของเอกชนที่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อาจกลายเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยผลของกฎหมาย เช่น การเวนคืน และการอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ และการอุทิศที่ดินให้ใช้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ย่อมทำให้ที่ดินตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทันทีที่เจ้าของที่ดินได้แสดงเจตนาอุทิศให้ โดยไม่จำต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่จำต้องแสดงเจตนารับ(คำพิพากษาฎีกา
ที่ 4377/2549)
-ปัญหาตามที่ถามมาเป็นกรณีการอุทิศที่ดินของเอกชนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์จะต้องเกิดจากการแสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้โดยชัดแจ้งเท่านั้นหรือไม่ หรือ อาจเกิดจากการอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณ์โดยปริยายที่ดินก็จะเป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว ซึ่งตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ที่3126/2536 และที่ 2526/2540 วางแนวทางสรุปได้ว่า แม้เจ้าของที่ดินมิได้แสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชย์โดยชัดแจ้งหรือโดยการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่การที่ประชาชนทั่วไปได้ใข้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางออกสู่สาธารณะเป็นเวลานานกว่า 10 ปี แล้ว โดย
เจ้าของที่ดินไม่เคยปิดกั้นหรือหวงห้ามมิให้ใช้ที่ดินดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเจ้าของที่ดินได้ยกที่ดินส่วนที่เป็นทางให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว และเป็นการสละที่ดินให้เป็นให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันด้วย
ตามป.พ.พ.มาตรา 1304(2)
(คำพิพากษาฎีกา ดังกล่าวจะส่งให้ตอนท้ายของคำตอบนี้)
-จากข้อเท็จจริงที่ถามมา เทศบาลได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตในที่ดินของชาวบ้าน(เจ้าของที่ดิน) และเจ้าของที่ดินไม่ได้โต้แย้งสิทธิ เนื่องจากถนนเส้นดังกล่าวเป็นเส้นทางเพื่อให้ให้ที่ดินตาบอดด้านในมีทางออกสู่ถนนสาธารณะได้ เป็นระยะเวลาต่อเนื่องเกินกว่า 10 ปี แล้ว โดยเจ้าของที่ดินไม่เคยปิดกั้นหรือหวงห้ามประชาชนทั่วใช้ถนนเส้นดังกล่าวเช่นกัน กรณีย่อมถือได้ว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้อุทิศส่วนดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นสาธารณ
สมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามป.พ.พ.มาตรา 1304(2) โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการจดทะเบียนเป็นทางสาธารณประโยชน์ และร้องขอให้ศาลมีคำสั่งในเป็นทางสาธารณประโยชน์ ตามแนวคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้น
หมายเหตุ หากมีข้อเท็จว่าเจ้าของที่ดินมีการปืดกั้นหรือ
หวงห้ามประชาชนทั่วไปใช้ที่ดินดังกล่าวในช่วงระยะเวลาก่อนครบ 10 ปี แนวคำพิพากษาฎีกา
ดังกล่าวย่อมใช้ไม่ได้
คำตอบโดยอาจารย์เลอสรร เทพช่วย